ตั้งแต่เด็กๆแล้วผมเคยนึกอิจฉาพวกคนไทยที่มีสัญชาติอื่นนอกจากไทยและต้องเป็นสัญชาติญี่ปุ่นด้วยนะผมจะยิ่งอิจฉามากเพราะตั้งแต่จำความได้ผมชอบญี่ปุ่นมาก เป็นในประเทศในอุดมคติหลายๆคน เป็นประเทศที่อะไรๆก็ต้องเป็นเทคโนโลยีไฮเทค ประเทศที่มีมารยาทสูง มีของกุิ๊กกิ๊กสารพัดที่มันหลอกเด็กและวัยรุ่นได้
จริงจังกับชีวิตมาก และมีความเอาใจใส่สูงส่ง
แต่แท้จริงแล้วพอโตขึ้นอายุเริ่มย่ำเข้า18-19ปีเข้าเรียนรามก็เรียนรู้อะไรมากขึ้นและขึ้น พอว่างก็เข้าหอสมุดครับ
เรียนมาสูงจนจบรามคำแหงก็เริ่มจะรู้เนื้อแท้แล้ว ว่าบ้านเราถึงแม้ภาษาไทยเกือบจะทุกคำนั้นยืมเขมรบ้าง บาหลีบ้าง อินเดียบ้าง และท่านพ่อฯประดิษฐ์ภาษาเราตรงใหน? เปล่าเลยก็แค่พัฒนาให้มันดูเป็นภาษาใหม่เฉยๆ
เด็กสมัยใหม่ก็น่ารักกับครูมากขึ้น คุณครูสอนดีมาก ดีจนเด็กอ่านถูกผิดบ้าง เขียนแต่ภาษาวิบัติ สอนให้ก็ชมว่า "มะรึงจะมาสอนกะรูหาพ่อเหรอ" ผิดแล้วไม่ยอมรับว่าผิด
แต่เอาเถอะพอมาคิดๆดูแล้วก็โอเคเพราะโลกใบนี้มันต้องมีสีสันเหมือนกับสายรุ้งสักนิด ในโลกใบนี้ยังไงก็วนเวียนไปเรื่อยๆ รัก โลภ โกรธ หลงก็ยังคงวนเวียนเป็นวัฏจักร ตลอดไปคนชั่วคนนี้ไป คนชั่วรุ่นใหม่ก็มาแทนเรื่อยๆ จริงๆแล้วคนชั่วน่ะมันมีอยู่แค่หยิบมือเดียวเท่านั้นเอง แต่พอมาอยู่ด้วยกันก็เลยแข็งแกร่ง คนดีนั้นมักจะไม่สุงสิงกับใครเพราะพวกเขาถือว่าเราจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
เข้าเรื่องต่อดีกว่าแต่พอเอาเข้าจริงๆพอไปเที่ยวต่างประเทศแล้ว ผมชักจะเริ่มตาสว่างเพราะเนื่องจากผมไปเที่ยวฮ่องกง
ฮ่องกงนั้นเหมือนเกาะทองคำสมคำล่ำลือจริงๆ แต่พอเข้าไปลึกๆแล้วมันไม่น่าอยู่เอาเสียเลย คับแคบ คนเกือบทุกคนก็ใจคับแคบมีที่วอลท์ดิสนีย์ที่ดีมากที่สุด เคยได้ยินจากมัคคุเทศว่าถ้าอยากจะอยู่ฮ่องกงนั้นต้องมีเงินอย่างน้อยหลัก100ล้านเลยทีเดียว
เพราะแค่ที่ดินนะนับเป็นตารางฟุตก็ฟุตละ 10000 เหรียญฮ่องกงเลยทีเดียว ก็เทียบเอาว่าบ้านเฉินหลงหลังแรกนั้นเปรียบเทียบแล้วนะผมใช้เงินแค่8ล้านก็สร้างบ้านที่ใหญ่กว่าได้แล้ว
และคนไทยที่แต่งงานกับคนฮ่องกงและโอนสัญชาติไปแล้วนั้นก็ใช่ว่าเขาจะปฏิบัติพวกเราเหมือนชาวฮ่องกงแท้ๆนะครับ
และบ่อยครั้งที่ผมเข้าไปเรียนในรามและก็ไปเรียนเป็นเพื่อนพี่สาวที่ม.อัสสัมชัญแล้วอาจารย์ของเราถามพวกเราว่าในเมืองไทย มีอะไรน่าเที่ยวบ้างเกือบทุกคนนั้นอือๆ อาๆ และบางคนยังมีหน้ามาพูดอีกว่าถ้าถามว่า ลอนดอน และ ปารีส มีอะไรน่าซื้อบ้างจะบอกให้ได้หมด เป็นคนไทยนะแต่พูดแบบนั้น โอ้แย่จัง
พี่สาวของผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนไทยสัญชาติอังกฤษ เห็นแล้วดูน่าอิจฉาเพราะตัวเขานั้น แม่เขาได้ทำเงื่อนไขตามที่อังกฤษเขาใว้อะไรนี่แหละ พอท้องก็ไปอยู่ตามที่เขากำหนดและก็คลอดที่นู่นและโอนสัญชาติอังกฤษ คุณจะอยู่ในประเทศอาณานิคม(หรืออดีตเครือจักรภพ)ได้โดยไม่จำเป็นต้องออกใบหรือหนังสือเบิกทางวีซ่า
พอมาดูเนื้อแท้ของอังกฤษนะคนส่วนใหญ่ทำแต่งานที่ต้องใช้สมองอย่างเดียว รถไฟไต้ดินก็เกือบล่อขาผมไปกับชานชลาแล้ว เซ็นเซอร์ประตูมันดีมากจนล่อคนบาดเจ็บมาเยอะ สมัยเด็กๆเรียนโรงเรียนกวดวิชาแล้วฟังอาจารย์พูดเกี่ยวกับอังกฤษแล้วบางครั้งเกิดความผิดหวังอย่างรุนแรงที่ว่าเป็นประเทศที่สุขสงบและมีความเจริญสูงมาก แต่พอไปดูเนื้อแท้คือประเทศเขาทุกอย่างเป็นเงิน.....ต้องเช่า ต้องทำเอง คนรวยมากจริงๆถึงจะซื้อแผ่นดินได้
สรุปสั้นๆคือฮ่องกงกับอังกฤษก็พอๆกัน
ส่วนจีนนั้นก็....เป็นประเทศใหญ่มหึมา เป็นประเทศที่มีกำลังทางเศรษฐกิจเข้มแข็งมาก ด้วยความที่คนเยอะมากจนเป็นปัญหาให้กับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ต้องหางานให้คนทำ
แต่ประเทศนี้มีเรื่องด่างพร้อยค่อนข้างน้อย เพราะชางวจีนโดยเนื้อแท้นั้นไม่พูด
ญี่ปุ่นนั้นผมเคยไปเรียนที่นั่น(แต่ผมขอไม่ออกนามสถาบัน) ห้องเล็กนึกภาพถึงอ่างอาบน้ำเอาเองละกันนะครับ กว้าง60*60*85 ซ.ม. เท่ดีแต่แอบเกิดอารมย์แคบนิดๆ
คนเรานั้นมีเหตุผลต่างๆนานา ว่าประเทศนี้มันคอรัปชั่นมาก ของก็แพง น้ำมันก็แพง การเมืองก็ย่ำแย่ เงินเดือนก็น้อย เอาเข้าจริงๆนะครับไปอยู่ต่างประเทศก็ต้องใช้เงินประเทศเขาค่าครองชีพก็ต้องเท่าของเขา น้ำมันก็แพงกว่าเพราะบางประเทศ ลิตรละ 150-300 บาทก็ยังเคยเห็นมาแล้ว(ในยุโรปแต่ขอไม่เอ่ยชื่อเพราะราคาน้ำมันในยุโรปตอนนี้มันผันผวน)
พอคนไทยหนีไปทำงานต่างประเทศ หนีทหาร หนีความยากลำบากเงินน้อย คนต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านก็ดี จากแดนไกลก็ดี
สุขใจมากที่สุดผมบอกได้คำเดียวนะเอาเข้าจริงๆนะ
ปล.ผมหวังว่าคำพูดผมนั้นจะไม่ทำให้ใครโกรธนะครับ
No comments:
Post a Comment