Wednesday, April 18, 2012

Journal to Italy in 3 days

บันทึกเหตุการณ์การเดินทางไปอิตาลี ในปี 2012

         ในหนึ่งปี(หรือสองปี)แล้วที่ผมไม่ได้เดินทางไปใหนเลย       
ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้เป็นอะไรๆที่ผมจะต้องพักผ่อนให้เกินคุ้มเสียให้ได้ซึ่งผมจะต้องเดินทางในวันที่ 12 เมษายน 2012 ถึง 15 เมษายน 2012
 เชื่อใหมครับสมัยผมเรียนอยู่รามคำแหงผมชอบประเทศอิตาลีและอังกฤษในวิชา HI(รหัสตัวเลขจำไม่ได้) ประวัติศาสตร์ยุโรปตะวันตก
            ซึ่งแน่นอนผมจะต้องเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางเข้าสุวรรณภูมิ 6 ชั่วโมง


วันที่ 12 เมษายน 2012
         เป็นวันเวลาที่เหนื่อยมากซึ่งผมต้องเดินทางจากโรงงานแถวสวนหลวงร.๙ไปตลาดสุวินทวงศ์ เป็นอะไรที่ยากลำบากมาก หลงบ่อยมาก จนกระทั่งเดินทางไปโกดังยูนิลิเวอร์ ........ตลาดสุวินทงษ์นั้นเป็นตลาดที่เลยพ้นซอยสุดท้ายของซอยสุวินทวงษ์ ไปประมาณ 10 กิโลฯ
ซึ่งไกล และ ถนนก็ทุลักทุเลมากๆ.....พอถึงที่นั่นก็ บ่าย 3:10 นาฬิกา พอดีจากที่ผมเดินทางหลงทางตั้งแต่ออกเดินทาง 1:15 นาฬิกา 
         เอางี้!ผมยกลงเก็บเช็คแล้ว  ก็ปาไป 4:30 นาฬิกาแล้ว โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ผมต้องรีบกลับบ้านครับ เพราะนัดแท็กซี่ใว้ตอน 5 โมง โอ้พระเจ้าช่วยครับ ผมต้องรีบครับ ขับ 60 กิโล/ช.ม. ให้ถึงภายใน ครึ่งชั่วโมง มัน Mission impossible แต่สุดท้ายก็ possibled ครับใช้เวลา 45 นาที นึกภาพเอาละกันนะครับ ตีนผีขนาดใหน......ลงนรกทันตาเห็นเลยถ้าพลาดแม้แต่เอี๊ยดเดียวนะ!  

จากนั้นผมก็รีบไปสนามบินเลยครับตอน 6 โมง ก็ยังไม่มีวิญญาณดวงใหนมาเช็คอินเลยสักคน    จากนั้นก็ตีตั๋วหนังสือเดินทางออกโอ้โหเฮะช่องมีมากขึ้นเท่าที่นับได้น่าจะมี 40 ช่องเลยทีเดียว(จากประสปการณ์ที่นับช่องประตูตรวจคนเข้าเมืองถ้วนไม่ถ้วนไม่แน่ใจ) เมื่อก่อนมีแค่ 28 ช่องเอง   ขึ้นเครื่องบินตอน สองทุ่ม ณ Gate 8 Doha


วันที่ 13 เมษายน 2012   
          นั่งสายการบินกาตาร์ เป็นเวลา 6 ชั่วโมงทำให้ผมได้กินไวน์ฝรั่งเศส 2 ขวดกับ ไวน์ชิลี 1 ขวด ไวน์ชิลีดื่มไม่ได้เลยครับ ปวดหัวมาก อาหารแขกที่อร่อยที่สุดในโลกอยู่ในสายการบินกาตาร์ พร้อมกับตูดชา สายการบินเขาใช้มีมอร์นิเตอร์ส่วนบุคคลที่เป็นระบบTouch screenแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าประเทศเราเขามี แบบนี้บ้างยัง
จริงๆแล้วไทยนะมีกำลังซื้อสูงมาก.....ซื้อจากมือสองก็ได้แต่ไม่รู้มันไหลไปกับพวกEars slabberหรือยัง ...........ถึงโดฮาก็เปลี่ยนเครื่องอีก 30 นาทีมีเวลาให้ผมกระโดดโลดเต้นอีก 10 นาทีก็ถือว่าเพียงพอให้ลมผ่านช่องลมผ่านบ้างแล้วก็ขึ้นสายการบินQA 08 Romeเดิมแต่เครื่องเล็กลง ไปยังกรุงโรม อีก 6 ช.ม.

วันที่ 14 เมษายน 2012   
      ถึงกรุงโรมประเทศอันเป็นศูนย์กลางของยุโรป   พร้อมกับด่านต.ม.เพียง 5 ด่านพร้อมกับคน ประมาณ 300-400คน(ประมาณคร่าวๆจากแถว)อันดับแรกที่ผมจะต้องไปก็ต้องเป็น  Colosseum ซึ่งแตกต่างจาก ปีค.ศ. 2003 (ยุคที่เงินยังใช้สกุล Denarrii ก่อนจะถูกบังคับให้ไปใช้เงินสกุล ยูโร)ซึ่งยังไม่มีการบูรณะ ยังเป็นหินเดิมๆ......แต่เดี๋ยวนี้แทนที่บางส่วนเป็นอิฐแทนหินดั้งเดิมของมัน   การวิ่งรอบColosseumเป็นอะไรๆที่ผมจะต้องทำให้ได้ และทำสำเร็จด้วย
แต่น่าเสียดายที่ผมทำไม่สำเร็จเพราะเขาบูรณะบางส่วน  ซึ่งไม่ให้นักท่องเที่ยวผ่านก็เลยจำต้องขึ้นฟุตบาทริมถนนหลวงอ้อมไป
และก็รอบ


ในภาพนี้ทางซ็ายบนนั้นเป็นRoman Forum อดีตเคยเป็นฐานอำนาจกลางของจักรวรรดิโรมันอันเกรียงไกรแห่งนี้ปัจจุบันเหลือแต่ตอและลานกว้างหินอ่อนและเสาให้ดู..........บอกได้คำเดียวว่าความยิ่งใหญ่ของโรมอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะมาก จนเป็นคำพังเพยของฝรั่งที่ว่า"โรมไม่ได้เสร็จในวันเดียว"
จากนั้นผมก็รับประทานอาหารจีน ไกล้ๆกับโครอสเซียม ชื่อร้านอาหารน่าจะ"Tien chien ristorante"ร้านแน่นมาก มีแต่คนไทย ไอ้ข้างในก็กลัวฝนไม่ยอมออกทั้งๆที่กินเสร็จ     ไอ้คนไทยข้างนอกก็ตากฝนน่ะสิ ยืนรอท่ามกลางฝนตก ครึ่งชั่วโมง กินเสร็จก็รีบไป Florence หรือ ฟิรองเซ ในภาษาอิตาลีจากนั้นก็รับประทานอาหารเย็นสไตล์อิตาเลียน

วันที่ 15 เมษายน 2012

       ข้าวเช้าของวันนี้เป็นอาหารสไตล์อิตาเลียนที่คนท้องถิ่นนิยมรับประทานยามเช้าคือ เนยแท่ง ไข่ต้ม แฮมแผ่น และน้ำส้ม ที่สำคัญเค็มสนิท น้ำเปล่ามีสองชนิด คือน้ำธรรมดา และแบบโซดา(หรือแก๊ส) น้ำแก๊สมีสรรพคุณในการไล่แก๊สในช่องลมผ่านท่อนล่าง
ตอนเช้าตรู่เราเดินทางไปเมืองปีซา โอ้ คุณเดาไม่ผิดหรอก ที่นี่ มี "หอเอนปีซา" ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก..........อย่างที่ทุกคนเข้าใจครับว่ามันเอียงเพราะพื้นทรุด....และก็หยุดตรงยอดไปจนกระทั่งมีคนมาทำต่อตรงยอดก็เลยตรงเฉพาะยอด    ซื้อมาแก้วมาด้วยขอบอก แก้วมันก็เอียงตามหอนะจะบอกให้ 555+


        จากนั้นผมก็ไปเยี่ยมสถานที่ๆเก็บผลงานของไมเคิลแองเจอโล

และไกด์เตือนเรื่องความเจ้าเลห์ของอิตาลีและผมก็โดนหลอกที่นี่......     เรื่องมีอยู่ว่าจะซื้อไอซ์ครีม....มันจะตักลูกเดียวถามราคาก็ไม่บอกจนพี่สาวผมจะหนีจนมันยอมบอกราคา"วาฟเฟิล" พ่อผมแน่ใจแล้วว่าราคาของวาฟเฟิลและไอศครีมนั้นไกล้เคียงกัน ผมคิดผิดถนัด.........มันเอาราคาของไอศครีมไปใว้ข้างในและพอมันตัดและยื่นเข้ามือผม     จากนั้นมันก็คุยไม่รุ้เรื่องแล้ว เพราะผมคิดว่าราคาไกล้เคียงกันก็เลยทำให้ผมนึกว่าราคามันน่าจะไกล้เคียงกัน......สุดท้ายมันก็หลอกเราได้สำเร็จ    ไอ้หน้ามักกะโรนี ชั่ว! หัวเสียโดนรุมด่าอยู่สักพักหนึ่งก็ออกเดินทางจากที่นั่นแล้วก็ไปที่มิลาน บ้านเกิดเมืองนอนของเอซีมิลาน แห่งฟุตบอลทีมชาติอิตาลิ


           จากนั้นก็กินข้าวเย็นมื้อนี้มีเปิบพิสดารพิเศษที่ผมภูมิใจนำเสนอมากคือ"สปาเก็ตตี้ราดน้ำหมึกปลาหมึก"ใครๆก็คงคิดว่ามันไม่น่ากินแต่ผมก็กินไปตั้งสองจาน........ว้าวอร่อยนะสุดจะบรรยาย และอย่าเรอล่ะเพราะน้ำหมึกเน่าจะออกมาจากคอหอยคุณ
หลักจากนั้นผมก็นอนโรงแรม


วันที่ 16 เมษายน 2012   
          ข้าวเช้าของวันนี้ก็ยังเป็นอาหารสไตล์อิตาเลียนและเป็นวันที่3แล้วที่ฝนตกทั้งวันติดต่อกัน  จากนั้นก็เดินทางไป Venesia(Vanice) ประมาณ 40 นาที บอกตามตรงนะประเทศนี้มีรถRVหรือรถCaravanเยอะมาก







           จากนั้นก็ลงเรือล่องไปใน Vanice(ส่วนที่เป็นเกาะ)ผมบอกตามตรงถึงแม้ปัจจุบันนะเกาะนี้เป็นเกาะที่เงินสะพัดมากร่ำรวยจากการค้าขายที่คับคั่งมากแน่นอนสมัยนั้นก็มีแรงงานต่างด้าวเหมือนกัน  ชาวมัวร์(ตุรกี) คือแรงงานหลักของแคว้น เวเนเซียในอดีต
         ทำไมผมถึงรู้ล่ะ?เพราะหอระฆังที่ยังคงสั่นมาโดยตลอดตั้งแต่ในอดีต หุ่นที่เคาะระฆังอยู่สองตัวนั้นเป็นแขกมัวร์
         จากนั้นก็ร่องเรือพายที่มีชื่อเสียง     เป็นสัญญลักษณ์ของแคว้นเวเนเซีย   หัวละ 20 ยูโร(ปี2012 ประมาณ 800 บาท) ถ้าไม่นั่ง
  ก็คงจะเสียดายมากๆขอบอกได้คำเดียว ต้องนั่ง
จากนั้นก็กลับไปแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีปัญหาใหญ่ครับ ใหญ๋จริงๆเสียด้วย     ด้วยสมาชิกของทัวร์เราไปหาเพื่อนแล้วหากันไม่เจอแล้วก็ตกเรือครับ ก็เลยทำให้ทุกคนช้ากันไปหมด หัวเสียนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรไม่ซีเรียส อ้อๆๆๆ มีเรื่องจะบอกครับประเทศนี้ห้องน้ำบ้านเขามีบิลด้วยก็คือ ประเทศนี้ไม่มีอะไรฟรีนะครับ ไปแม็ค ซอสต้องจ่าย 20 เซ็น ห้องน้ำบางที่ 2 ยูโร แล้วแต่สถานที่ ที่สำคัญเข้าห้องน้ำบ้านเขามีบิลให้ บอกได้คำเดียวครับ !!!!!
สงสัยจะเก็บใว้เบิกบริษัท หรือ Refund ได้555+
จากนั้นสถานที่ Milan Duomo โบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลกสูงส่งตามคำล่ำลือ
และตามด้วยประตูชัย Emanulle II ที่มีเสียงซุบซิบกันว่า เจ้าของ Central มาTake overที่นี่ใว้ โอ้โห "ห้างไทยไปตลาดโลก"  ไม่ใช่ "ไม่ใช่บอลไทยไปบอลโลก"

วันที่ 17 เมษายน 2012
         ข้าวเช้าของวันนี้ก็ยังเป็นอาหารสไตล์อิตาเลียนตามระเบียบ    แต่ก็คงจะไม่ได้กินมันอีกแล้วเพราะเย็นนี้ฉันจะบอกลามันแล้ว
ตอนเที่ยงของวันนี้ฉันก็ต้องทำแบบเดียวกันกับวันแรก     






No comments:

Post a Comment

Freebacklinks